สาหินสาวกทั้ง 12 (The Twelve Apostles) รัฐวิคตอเรีย (Victoria)
Review

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปทัวร์ออสเตรเลีย 2020


- Advertisement -

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปทัวร์ออสเตรเลีย 2020

ออสเตรเลีย (Australia) ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวดัตช์ในปี ค.ศ. 1606 เป็นประเทศที่มีที่ตั้งอยู่บนทวีปออสเตรเลีย เกาะทัสมาเนีย และเกาะอื่น ๆ แม้ว่าจะเป็นทวีปออสเตรเลียจะเป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลกแต่ก็เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน พื้นตั้งจะอยู่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย
มีทรัพยากรทางธรรมชาติมากมายที่เป็นทั้งแหล่งระบบนิเวศที่สำคัญของโลกและสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ผู้คนในประเทศออสเตรเลียส่วนใหญ่จะมีถิ่นฐานดั้งเดิมเป็นชาวอังกฤษหรือชาวไอริชเป็นหลัก จึงยึดมั่นภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ เมืองที่มีประชากรมากที่สุด 3 อันดับในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์, เมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย, เพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และมีฤดูกาล 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ออสเตรเลียนั้นสามารถไปได้ตลอดทั้งปีเพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทะเล มหาสมุทร ป่า อุทยาน ภูเขา สวนสนุก หรือช้อปปิ้งใจกลางเมือง และวันนี้ Top Rank Thailand ได้รวบรวม “10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปทัวร์ออสเตรเลีย” บางแห่งคุณยังอาจไม่รู้จัก ไปดูกันซิว่าหากไปเที่ยวออสเตรเลียแล้ว สถานที่ไม่ควรพลาดไปชมนั้นมีที่ไหนบ้าง

บลูเมาเทนส์ (Blue Mountain)

1. บลูเมาเทนส์ (Blue Mountain)

สำหรับใครที่มาทัวร์ออสเตรเลียแล้วเบื่อบรรยากาศภายในเมืองลองหนีจากเมืองมาแวะชมธรรมชาติในแบบเทือกเขาที่ บลูเมาเทนส์ โดยจะอยู่ห่างจากตัวเมืองซิดนีย์เพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ปกคลุมด้วยไอระเหยของต้นกัม โดยเมื่อมองจากที่ไกล ๆ แล้วทิวเขาจะกลายเป็นสีน้ำเงินสวยงามตระการตาเป็นอย่างมาก สำหรับคนที่จะชมความสวยงามตามจุดต่าง ๆ แนะนำให้ซื้อบัตร Blue mountain explorer bus ไว้สำหรับแวะชมตามจุดชมวิวโดยที่ไม่ต้องรอคิวนาน
จุดเด่นของที่นี่จะอยู่ที่บริเวณหน้าผาหิน 3 ก้อนโดยจะมีชื่อว่า “หินสามพี่น้อง หรือ Three Sister” สำหรับการชมทิวทัศน์ Sonic World จะมีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ นั่งกระเช้าลอยฟ้า (Skyway) นั่งรถรางสายที่ได้ชื่อว่าชันที่สุดในโลก (Scenic Railway) และ ขึ้นเคเบิลคาร์ (Horizon Cable Car) โดยแต่ละแบบเหมาะสำหรับความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ใครที่มีแพลนแวะไปเที่ยวที่นี่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมนำไปด้วยคือกล้องถ่ายรูปไว้เก็บภาพความประทับใจกับธรรมชาติ


สาหินสาวกทั้ง 12 (The Twelve Apostles) รัฐวิคตอเรีย (Victoria)

2. สาหินสาวกทั้ง 12 (The Twelve Apostles) รัฐวิคตอเรีย (Victoria)

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งที่มีบรรยากาศน่าหลงใหล ตั้งชื่อตามนักบุญทั้ง 12 ศิษย์ของพระเยซูคริสต์ ผู้ร่วมโต๊ะเสวยอาหารมื้อสุดท้าย ที่นี่มีร่องรอยความมหัศจรรย์จากยุคโบราณที่ถูกสร้างขึ้นจากธรรมชาติโดยกระแสน้ำมหาสมุทรกัดเซาะหน้าผาหินปูนจนเกิดเป็นรูถ้ำ แต่เนื่องจากเวลาต่อมาถ้ำได้ถล่มลงเหลือเพียงเสาตั้งตระหง่านอยู่เหนือน้ำทะเล บ้างก็ถูกเรียกว่า เกาะแม่หมูและลูกหมู (Sow and Piglets) เพราะต้นเสาที่เหลืออยู่มีลักษณะคล้ายกับลูกหมูตัวเล็กล้อมรอบอยู่บริเวณเกาะมัททอนเบริ์ด ในปัจจุบันเสาหินทั้ง 12 เหลือเพียง 7 ต้นเท่านั้นเนื่องจากถูกกระแสน้ำพัดจนถล่มลงมาก สำหรับคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวจะได้รับชมบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ช่วงเวลา แสงแดดที่สาดส่องไปยังพื้นน้ำทะเลและตกกระทบลงที่เสาหินปูนทำให้สีสันที่ปรากฎโดยธรรมชาตินั้นแตกต่างกันออกไป สวยงามไปคนละแบบ ที่สำคัญที่นี่ยังเปิดให้เข้ารับชมได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมเข้าชม การเดินทางมาที่เสาหินแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองเมลเบิร์นประมาณ 275 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางมาถึงประมาณ 4 ชั่วโมงโดยรถยนต์


เดอะ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (The Great Barrier Reef)

3. เดอะ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (The Great Barrier Reef)

แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวมากกว่า 2,000 กิโลเมตร ตั้งแต่แหลมเคปยอร์ค (Cape York Peninsula) มาจนถึงเมืองบันดะเบอร์ก(Bundaberg) ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย มีพื้นที่คลอบคลุมมากถึง 34,500 ตารางกิโลเมตร มีปะการังมากกว่า 350 ชนิด และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ปะการังบางชนิดถูกค้นพาว่ามีอายุมากกว่า 25 ล้านปี ทำให้ที่นี่ได้ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามและความมหัศจรรย์ โดยองค์กรUNESCO ได้จัดตั้งให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก สำหรับใครที่มาทัวร์ที่ออสเตรเลียแล้วมีแพลนเดินทางมาสำรวจแนวปะการังสามารถเลือกได้ว่าจะนั่งฮอลิคอปเตอร์หรือนั่งเรือพาย มีกิจกรรมให้เลือกทำมากมายอาทิเช่น Snorkeling, Scuba Doo, Scuba Diving, Semi-Submersibles แต่ละชนิดจะได้รับชมความสวยงามตระการตาที่แตกต่างกันออกไป สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็จะมีอาจารย์สอนดำน้ำมืออาชีพคอยควบคุมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด หรือสามารถนั่งเรือดำน้ำที่มีกระจกโดยรอบเพื่อรับชมบรรยากาศภายใต้ท้องทะเลก็ได้เช่นเดียวกัน


โรงอุปรากร (Sydney Opera House) รัฐนิวเซ้าท์เวลส์ (New South Wales)

4. โรงอุปรากร (Sydney Opera House) รัฐนิวเซ้าท์เวลส์ (New South Wales)

สถานที่ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวของซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเรียกว่าถ้าใครมาถึงออสเตรเลียแล้วไม่มีรูปถ่ายคู่กับ Opera House ถือว่ามาไม่ถึง ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแวะชมสถาปัตยกรรมแห่งนี้มีมากกว่า 8 ล้านคนต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “โอเปร่าเฮ้าท์” เป็นสถาปัตยกรรมประจำศตวรรษที่ 20 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์กชื่อว่า ยอร์น อุตซอน (Jorn Utzon) โดยมีโครงสร้างอาหารลักษณะเหมือนรูปเปลือกหอย ใช้งบประมาณในการสร้างมากถึงร้อยกว่าล้านเหรียญเลยทีเดียว โดยใช้เวลาในการสร้างถึง 14 ปี และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2007 การเดินทางมาชมโอเปร่าเฮ้าส์นั้นสามารถรับชมจากภายนอกได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากต้องการชมภายในต้องใช้บริการของ The Sydney Opera House Tour ภายในช่วงเวลา 9.00-17.00 น. ราคาค่าเข้าอยู่ที่คนละ 37$ ซึ่งบรรยากาศความสวยงามภายในไม่แพ้บรรยากาศภายนอกเลยทีเดียว


เกาะแกงการู (Kangaroo Island)

5. เกาะแกงการู (Kangaroo Island)

เกาะที่ใหญ่เป็นลำดับ 3 ของประเทศออสเตรเลีย ตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย มีขนาดใหญ่ถึง 4,500 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรอาศัยอยู่แค่ราว ๆ 4000 กว่าคนเท่านั้น พื้นที่โดยส่วนใหญ่จะเป็นเขตรักษาพรรณสัตว์ป่านานาชนิดอาทิ จิงโจ้ หมีโคล่า วอลลาบี และนกแพนกวิน มีระบบนิเวศที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง เมืองหลักของเกาะแคงการู คือ Kingscote ซึ่งเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวยุโรปยุคแรก สำหรับใครที่มาทัวร์ออสเตรเลียแล้วมีแพลนมาที่เกาะแกงการู มีช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิต มีนาคม-พฤษภาคม ชมความสวยงามของทุ่งหญ้าเขียวขจีตลอดทั้งเกาะ หรือจะเป็นช่วงฤดูหนาว เดือน มิถุนายน-สิงหาคม ชมความน่ารักของสัตว์นานาชนิดที่ใครได้ชมแล้วเป็นต้องหลงเสน่ห์จนไม่อยากกลับที่พักกันเลยทีเดียว


วิหารเซนต์แพทริค (St Patrick's Cathedral) เมืองเมลเบิร์น (Melbourne)

6. วิหารเซนต์แพทริค (St Patrick’s Cathedral) เมืองเมลเบิร์น (Melbourne)

วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับประชากรคาธอลิกของเมลเบิร์นในศตวรรษที่ 19 ตั้งชื่อตามนักบุญอุปถัมภ์แห่งไอร์แลนด์ ใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานเป็นระยะเวลาถึง 70 ปี (แล้วเสร็จในปี 1939) ตัววิหารนั้นเป็นอาคารสีดำเด่นชัดซึ่งวัสดุส่วนใหญ่ก่อสร้างมาจากหินบลูสโตน เป็นสถาปัตยธรรมแบบโกธิค
ตามทางเดินเข้าภายในมีสีสันจากกระจกเมื่อมีแสงสาดส่องเข้ามาภายในโบสจะเห็นได้ถึงความสวยงาม ตระการตา บรรยากาศภายในของวิหารเซนต์แพทริกโดยส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการตกแต่งด้วยการ์กอยล์และรูปปั้นตามแบบ เจฟฟ์ เคนเนธ (Jeff Kennett) อดีตนักการเมืองชื่อดังในยุควิกตอเรียน หินอ่อนแกะสักรูปปั้นมีความปราณีตงดงามบ่องบอกถึงความศรัทธาและถ่ายทอดเรื่องราวของศาสนาได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงแต่ภายในเท่านั้นที่ได้รับการตกแต่งสถาปัตยกรรมที่สวยงาม บรรยากาศภูมิทัศน์ภายนอกก็มีความร่มรื่นประกอบกับมีร้านขายสินค้าที่ระลึกของโบสถ์ สามารถนำกลับมาบูชาหรือเป็นของฝาก ของที่ระลึกได้ นอกจากนั้นที่นี่ยังไม่เสียค่าธรรมเนียมในการเข้าชมอีกด้วย


สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Harbour Bridge)

7. สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Harbour Bridge)

สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1932 เป็นสะพานแขวนที่เชื่อมระหว่างเมืองฝั่งเหนือและเมืองซิดนีย์ มีโครงเหล็กเชื่อมระหว่างตอหม้อทั้งสองฝั่งที่ยาวที่สุดในโลกหรือผู้คนออสเตรเลียจะรู้จักกันดีในชื่อ ไม้แขวนเสื้อ (Coat hanger) โดยสะพานแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างทั้งหมด 8 ปี เริ่มเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1932 มีความยาวตลอดระยะ 1.15 กิโลเมตร ใช้เหล็กสร้างทั้งหมด 52,800 ตัน ทุก ๆ เทศกาลสำคัญหรือปีใหม่จะมีการตกแต่งสะพานด้วยแสงไฟและมีการแสดงดอกไม้ไฟ เหล่านักท่องเที่ยวและช่างภาพพากันมารวมตัวตามจุดชมวิวเพื่อที่จะได้รูปถ่ายติดสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ไปลงโซเชียลหรือเป็นภาพแห่งความทรงจำที่ดี
มีนักปีนป่ายและคนดังมากมายจากรอบโลกที่เคยมาไต่สะพานแห่งนี้ เช่น แมท เดมอน, วิล สมิธ, จัสติน ทิมเบอร์เลค ฯลฯ ค่าบริการสำหรับทัวร์ไต่โครงเหล็กสะพาน (Bridge Climb) ค่าตั๋วจะประมาณ $163 โดยสามารถไต่ได้อย่างถูกกฎหมายแต่ต้องมีการจองคิวล่วงหน้าก่อน ส่วนการเดินทางข้ามสะพานสามารถเดินได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดบริการให้สัญจรไปมา 24 ชั่วโมง แต่หากต้องการแวะจุดชมวิว (Pylon Lookout) จะมีค่าตั๋วอยู่ที่ 15$ เท่านั้น


บอนไดบีช (Bondi Beach) เมืองซิดนีย์ (Sydney)

8. บอนไดบีช (Bondi Beach) เมืองซิดนีย์ (Sydney)

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่แพ้โอเปร่าเอ้าส์ (Opera House) ลักษณะพิเศษของหาดแห่งนี้จะมีความโค้งของหาดคล้ายกับพระจันทร์เสี้ยวและมีทะเลสีฟ้าสดใสหาดทรายขาวทอดยาวตลอดระยะ กิจกรรมอีกอย่างนึงของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว ณ หาดบอนไดบีชคือการเล่นกระดานโต้คลื่น มีคลื่นลูกใหญ่ให้บรรดานักโต้คลื่นได้ทำกิจกรรมท้าทายกันอย่างไม่มีเบื่อ หรือหากใครที่ไม่มีพื้นฐานในการโต้คลื่นแต่อยากเรียนก็จะมีโรงเรียนสอนเล่นกระดานโต้คลื่น รวมถึงให้เช่าอุปกรณ์การเล่นอีกด้วย นอกจากตัวหาดที่สวยงามบรรยากาศดีแล้วยังมี Bondi Pavilion ซึ่งเป็น Community Centre ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะไปเข้าชม ภายในจะประกอบไปด้วยโรงละคร การจัดแสดงงาน ร้านอาหาร ร้านค้าของชำร่วยต่าง ๆ และมีผู้คนมากมายที่ชื่นชอบในการเดินชมวิวตามเส้นทาง (Coastal Walk) จากหาดไปจนถึงคูจี (Coogee) สำหรับช่วงเวลาในการท่องเที่ยวที่บอนไดบีชนั้นสามารถมาได้ตลอดทั้งปี มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองกันในช่วงวันคริสต์มาส มีการจัดงานปาร์ตี้ การแสดงของเหล่าซานตาครอสมาให้ชมกันอย่างตระการตาเลยทีเดียว


แครนส์ (Cairns) รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)

9. แครนส์ (Cairns) รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)

เมืองที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในรัฐควีนส์แลนด์ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอยู่มากมายหลายแห่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะทะเลนั้นสวยงามติดอันดับโลก นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้ทำมากมายอย่างไม่มีวันเบื่อเช่น กิจกรรมเครื่องเล่นพ่นลมฤดูร้อนที่ (Cairns Aqua Park) เดินเที่ยวตลาดกลางคืน (Night Markets) มีอาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก ของฝากมากมายให้ได้ซื้อกลับบ้าน หรือจะไปดูจระเข้ที่ (Hartley’s Crocodile) มีการแสดงของสัตว์ให้ดูกันอย่างที่ไม่เคยพบเห็นในที่อื่น ๆ สำหรับคนที่ต้องการความท้าทายให้เลือดสูบฉีดหัวใจลองแวะไปที่ AJ Hackett Bungy มีกิจกรรมกระโดด Bungy Jump ให้เล่นกัน 16 รูปแบบ ยังมี การเยี่ยมชมเขตที่ราบสูงทรอปิคอล (Tropical Talblelands) การสำรวจอุทยานแห่งชาติเดนทรี (Daintree National Park) และกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำอีกมากมายซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติผสมผสานกันอยู่ในทุกทริปการเที่ยวด้วย


อุทยานแห่งชาติเบอร์ลีห์เฮด (Burleigh Head National Park) เมืองโกลด์โคสต์ (Gold Coast)

10. อุทยานแห่งชาติเบอร์ลีห์เฮด (Burleigh Head National Park) เมืองโกลด์โคสต์ (Gold Coast)

สำหรับใครที่มาทัวร์ออสเตรเลียที่เมืองโกลด์โคสต์ควรแวะมาที่อุทยานแห่งชาติเบอร์ลีห์เฮด เพราะเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมากมายนิยมมาเดินเล่น หรือพักผ่อนหย่อนใจ มีบรรยากาศเย็นสบายเหมาะต่อการพักผ่อนคลายความเครียด โดยที่นี่จะมีพื้นที่มากถึง 170 ไร่ ได้รับการละเว้นสงวนไว้ไม่ให้มีการสร้างเมืองเนื่องจากมีความสำคัญต่อภูมิศาสตร์มากว่า 20 ล้านปีที่แล้ว มีสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ป่าหายากและพืชพรรณนานาชนิดขึ้นอยู่ในละแวกดังกล่าว บริเวณรอบ ๆ อุทยานมีทัศนียภาพที่สวยงามประกอบไปด้วย ลำธารกว้าง ชายหาด ทุ่งยูคาลิปตัส ป่าโกงกาง มีผู้คนมากมายมาทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โต้คลื่น ดูนก ตกปลา เดินชมสัตว์ป่า และหากมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิมีโอกาสได้เห็นปลาวาฬและนกอินทรีตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย นอกจากนั้นที่นี่ยังไม่เสียค่าเข้าและเปิดทำการให้เข้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใครที่อยากมาพักผ่อนสามารถเดินทางมาที่อุทยานได้หลายช่องทางเช่น รถยนต์ รถแทกซี่ หรือรถประจำทางสาย 770 และ 760 รับ-ส่งระหว่างสนามบินไปยังเขตเมืองต่าง ๆ

 


การท่องเที่ยวประเทศออสเตรเลียติดอันดับ Top 10 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เมืองที่นิยมท่องเที่ยวกันมากที่สุดได้แก่ ซิดนีย์(Sydney), เมลเบิร์น(Melbourne), โกลด์โคสต์(Gold Coast), บริสเบน (Brisbane) และแครนส์(Cairns) และยังมีสถานที่อื่น ๆ ภายในประเทศอีกมากมายที่สวยงาม สำหรับใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวทัวร์ออสเตรเลียอย่าลืมดูช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วยว่าสถานที่ดังกล่าวเปิดให้บริการตรงกับฤดุที่เราจะไปหรือไม่เพราะมีบางสถานที่เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงเวลาตามฤดูเท่านั้น

Leave a Response